May 18, 2026
Knowledge Asset คือ ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กร (แต่องค์กรส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจ)
ลองนึกถึงสินทรัพย์ขององค์กรที่คุณบริหารอยู่ทุกวัน อาคารสำนักงานมีประกัน มีค่าเสื่อมราคา มีแผนบำรุงรักษา เครื่องจักรมีสัญญาซ่อมบำรุงมีการบันทึกอายุการใช้งาน เงินในบัญชีมีการบริหารสภาพคล่อง มีการวางแผนการใช้จ่าย แม้แต่รถยนต์ของบริษัทยังมีทะเบียนมีประกัน และมีกำหนดเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน
แต่มีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยบริหารอย่างจริงจังทั้งที่มันมีมูลค่ามากกว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดรวมกัน นั่นคือ ความรู้ที่อยู่ในหัวของพนักงานทุกคน
ทรัพย์สินที่ไม่มีอยู่ในงบดุล แต่ขับเคลื่อนทุกอย่าง
ลองคิดดูว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรของคุณสร้างรายได้ได้จริงๆ ไม่ใช่ตึกไม่ใช่โต๊ะ และไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่สิ่งที่ขับเคลื่อนรายได้คือความสามารถของทีมในการแก้ปัญหาให้ลูกค้าความเข้าใจในตลาดที่สะสมมาหลายปี วิธีการทำงานที่ถูก
refine จนได้ผลดี ความสัมพันธ์ที่สร้างและดูแลมาอย่างต่อเนื่อง และ judgment ในการตัดสินใจเมื่อข้อมูลไม่ครบทั้งหมดนั้นคือ Knowledge Asset และทั้งหมดนั้นอยู่ในหัวของคนไม่ได้อยู่ใน server ไม่ได้อยู่ใน filing cabinet และไม่ได้ปรากฏในงบการเงินแม้แต่บรรทัดเดียว
ทำไมความรู้จึงเป็น Asset ประเภทที่อันตรายที่สุด
สินทรัพย์ทั่วไปมีคุณสมบัติร่วมกันอย่างหนึ่งคือมันอยู่กับองค์กรไม่ใช่กับคนตึกไม่ลาออก เครื่องจักรไม่ย้ายไปทำงานที่อื่น เงินในบัญชีไม่ตัดสินใจไปอยู่กับคู่แข่ง
แต่ knowledge asset ทำสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด เพราะมันผูกอยู่กับคนและเมื่อคนนั้นเดินออกจากประตูบริษัท ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดก็เดินออกไปด้วย
นั่นคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง knowledge asset กับสินทรัพย์ประเภทอื่นและนั่นคือเหตุผลที่มันต้องการการบริหารจัดการที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
3 ประเภทของ Knowledge Asset ที่องค์กรมักไม่รู้ว่าตัวเองมี
Explicit Knowledge — ความรู้ที่เขียนได้ แต่มักไม่ถูกเขียน
คนเก่งมักรู้เรื่องที่ตัวเองพูดถึงดีมากจนลืมไปว่าคนฟังไม่ได้รู้เท่ากันและที่สำคัญกว่านั้นคือ คนฟังไม่ได้ใส่ใจว่าคุณรู้มากแค่ไหน พวกเขาใส่ใจแค่ว่า สิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับตัวเขายังไง
เมื่อ public speaking เริ่มต้นจากมุมของผู้พูดแทนที่จะเป็นมุมของผู้ฟังสมองของคนฟังจะ filter ข้อมูลนั้นออกไปโดยอัตโนมัติ เพราะมันไม่รู้สึกว่าเกี่ยวข้อง
นี่คือความรู้ที่ถ้าตั้งใจจะ document ก็ทำได้ เช่น process การทำงาน checklist ขั้นตอน template ที่ใช้ประจำ และ criteria ในการตัดสินใจหลายองค์กรคิดว่าตัวเองมี explicit knowledge ที่ดีเพราะมี SOP อยู่ แต่ความจริงคือ SOP ส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นมานานแล้ว ไม่ได้ถูกupdate ให้ตรงกับวิธีที่ทำจริงในปัจจุบัน และคนที่ทำงานจริงก็ไม่ได้ทำตาม SOP นั้นเพราะพวกเขามีวิธีที่ดีกว่า แต่ไม่เคยถูกบันทึก
Tacit Knowledge — ความรู้ที่เขียนยาก แต่มีค่ามากที่สุด
นี่คือความรู้ที่อยู่ในรูปแบบของ judgment ประสบการณ์ และ intuition ที่สะสมมาจากการลงมือทำซ้ำๆ ในสถานการณ์จริงหลายร้อยครั้ง
เช่น การรู้ว่าลูกค้ารายนี้ต้องการอะไรที่เขาไม่ได้พูดออกมา การรู้ว่า project แบบนี้มักติดขัดตรงไหนและต้องเตรียมรับมืออย่างไร หรือการรู้ว่าเมื่อไหรควรตัดสินใจเองและเมื่อไหรต้องรอ
Tacit knowledge ไม่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยการอ่าน manualมันถ่ายทอดได้เฉพาะผ่านการสอน การ coaching และการฝึกในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับงานจริง
Relational Knowledge — ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์
นี่คือประเภทที่ถูกมองข้ามมากที่สุด คือการรู้ว่าใครในเครือข่ายขององค์กรเชื่อถือได้ในเรื่องอะไรใครต้องคุยด้วยวิธีไหน และความสัมพันธ์กับลูกค้าและ partner แต่ละราย
มีประวัติ และ dynamics อย่างไร
ความรู้ประเภทนี้หายไปเร็วที่สุดเมื่อคนลาออก เพราะมันอยู่ในความทรงจำและความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่ใช่ในระบบ
วงจรการสูญเสีย Knowledge Asset ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในองค์กร
สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรส่วนใหญ่เป็นวงจรที่น่าเสียดายมากพนักงานสะสมความรู้มาหลายปี กลายเป็น knowledge asset ที่มีค่ามหาศาลแต่ความรู้นั้นไม่เคยถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีโครงสร้างที่ทำให้มันเกิดขึ้น
จากนั้นพนักงานคนนั้นก็ลาออก ย้ายงาน เกษียณ หรือแม้แต่ป่วยกะทันหัน และ knowledge asset ทั้งหมดที่สะสมมาหลายปีก็หายไปในวันเดียว
องค์กรต้องเริ่มใหม่สรรหาคนมาแทน ใช้เวลาและงบประมาณในการ on board ปล่อยให้คนใหม่สะสมความรู้ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น และวงจรก็วนซ้ำ
ต้นทุนของวงจรนี้ไม่เคยถูกคำนวณอย่างจริงจัง เพราะมันไม่ปรากฏในงบการเงินแต่มันอยู่ในรูปของโอกาสที่หลุดมือ ลูกค้าที่เสียไป ข้อผิดพลาดที่เคยเรียนรู้แล้วต้องเรียนใหม่และเวลาที่สูญเสียไปกับการหาคำตอบที่เคยมีอยู่แล้วในองค์กร
Internal Trainer System คือ ระบบบริหาร Knowledge Asset ที่ได้ผลจริง
การแก้ปัญหา knowledge asset ที่รั่วไหลออกไปไม่ใช่การให้ทุกคนมาเขียน document มากขึ้น เพราะ document จับ explicit knowledge ได้ แต่จับ tacit knowledge
ไม่ได้ และ tacit knowledge คือส่วนที่มีค่ามากที่สุด
การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือการสร้างระบบที่ทำให้ความรู้เคลื่อนจากหัวคนสู่หัวคนอย่างต่อเนื่องและมีโครงสร้าง และนั่นคือสิ่งที่ระบบ internal trainer ทำได้ดีที่สุด
Internal Trainer เป็น Knowledge Extractor
กระบวนการพัฒนา internal trainer บังคับให้ผู้เชี่ยวชาญต้องarticulate สิ่งที่พวกเขารู้ออกมาในรูปแบบที่คนอื่นเรียนรู้ได้ การต้องอธิบายว่า"ทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้" หรือ "มองอะไรก่อนเสมอเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้"คือกระบวนการที่เปลี่ยน tacit knowledge ให้กลายเป็น structured knowledgeที่ถ่ายทอดได้
Internal Trainer เป็น Knowledge Multiplier
ความรู้ที่ถูก extract ออกมาแล้วไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น internal trainer นำมันไปถ่ายทอดให้กับคนในทีมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ knowledgeasset ที่เคยเป็นของคนคนเดียวกลายเป็นของทั้งองค์กร และเมื่อคนที่เป็น sourceของความรู้นั้นลาออก ความรู้ก็ยังคงอยู่
Internal Trainer เป็น Knowledge Custodian
internal trainer ที่ดีไม่ได้แค่สอนครั้งเดียวแล้วจบ พวกเขา update ความรู้ตัวเองอยู่เสมอ ปรับหลักสูตรให้ตรงกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปและสร้าง feedback loop ที่ทำให้ knowledge ขององค์กรถูก refine อยู่ตลอดเวลาแทนที่จะ obsolete ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้
เริ่มบริหาร Knowledge Asset อย่างจริงจัง : 4 ขั้นตอนแรก
ขั้นที่ 1 — Knowledge Audit
ระบุว่าความรู้สำคัญขององค์กรอยู่ที่ไหน อยู่ในรูปแบบไหน และมีความเสี่ยงสูงแค่ไหนที่จะสูญหายเริ่มจากการถามว่า "ถ้าคนนี้ออกไปพรุ่งนี้ เราเสีย knowledge อะไรบ้าง?"
ขั้นที่ 2 — Knowledge Mapping
จัดลำดับความสำคัญของ knowledge asset ตาม impact ต่อธุรกิจและความเสี่ยงในการสูญหาย เพื่อให้รู้ว่าควรเริ่มสร้างระบบถ่ายทอดที่จุดไหนก่อน
ขั้นที่ 3 — Internal Trainer Development :
จัดลำดับความสำคัญของ knowledge asset ตาม impact ต่อธุรกิจและความเสี่ยงในการสูญหาย เพื่อให้รู้ว่าควรเริ่มสร้างระบบถ่ายทอดที่จุดไหนก่อน
ขั้นที่ 4 — Knowledge Transfer System :
สร้าง cadence ของการถ่ายทอดที่ต่อเนื่อง มีการวัดผล และ มีกลไกที่ทำให้ความรู้นั้นถูก update อยู่เสมอ ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วก็จบ
สรุป : ถึงเวลาที่จะบริหาร Knowledge Asset เหมือนกับสินทรัพย์อื่นๆ
ถ้าองค์กรของคุณประกันอาคารแต่ไม่มีระบบป้องกันความรู้ไม่ให้รั่วไหลออกไปคุณกำลังปกป้องสินทรัพย์ที่มีมูลค่าน้อยกว่า และปล่อยให้สินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าเสี่ยงอยู่โดยไม่มีอะไรรองรับ
Train the trainer และ ระบบ internal trainer คือ วิธีที่ practical ที่สุดในการเปลี่ยนความรู้จาก สิ่งที่อยู่ในหัวคน ให้กลายเป็น สินทรัพย์ขององค์กร ที่อยู่ได้นานกว่าคนคนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นตามเวลา และสร้างมูลค่าให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง
หากองค์กรของคุณพร้อมที่จะเริ่มบริหาร knowledge asset อย่างจริงจังคลาส Train the Trainer for In-house Corporate Training ของเราออกแบบมาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการสอนการถ่ายทอดความรู้ และการสร้างระบบที่ทำให้ความรู้สำคัญขององค์กรไม่รั่วไหลออกไปตามคนที่ลาออกภายใน program 1-2 วัน ด้วยประสบการณ์ที่เราพัฒนามาแล้วกับองค์กร PTTLNG , AOT, Singha Corporation, กรุงศรีหลักทรัพย์,ธนาคารกสิกรไทย, SCB, ไปรษณีย์ไทย, อลิอันซ์ อยุธยา,Tell Score, Pinehurst Golf Club และอีกหลากหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย HR,L&D หรือผู้บริหารที่ต้องการปกป้องและขยาย knowledge asset ขององค์กรคลาสนี้จะพาคุณสร้างระบบที่เปลี่ยนความรู้จากสิ่งที่เสี่ยงหายให้กลายเป็นทรัพย์สินที่เติบโตขึ้นทุกวัน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบริหาร Knowledge Asset ด้วยระบบ Internal Trainer
Q1 : Knowledge Asset ต่างจาก Intellectual Property อย่างไร ?
Intellectual Property คือ ความรู้ที่ถูก formalize และได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเช่น patent, copyright, trademark ในขณะที่ Knowledge Asset มีความหมายกว้างกว่ามากครอบคลุมทั้งความรู้ที่ formalize แล้วและความรู้ที่ยังอยู่ในรูปแบบ tacitที่ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ และนั่นทำให้ knowledge asset ส่วนใหญ่เปราะบางกว่าIP มาก เพราะไม่มีกลไกทางกฎหมายมาปกป้อง
Q2 : องค์กรควรเริ่ม document knowledge ก่อน หรือสร้าง internal trainer ก่อน?
ทำควบคู่กันได้เลย แต่ถ้าต้องเลือก ให้เริ่มสร้าง internaltrainer ก่อน เพราะ internal trainer จะเป็นคนที่ช่วย identify ว่า knowledgeอะไรสำคัญพอที่ต้อง document และจะช่วย extract tacitknowledge ออกมาในกระบวนการสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่การนั่ง document เพียงอย่างเดียวทำได้ยาก
Q3 : ถ้าความรู้ในองค์กรเปลี่ยนเร็วมาก Knowledge Asset จะ obsoleteไวเกินไปไหม ?
ความรู้บางส่วนจะ obsolete เร็วตามธรรมชาติ แต่ knowledgeasset ที่สำคัญที่สุดมักเป็นสิ่งที่เปลี่ยนช้ากว่า เช่น วิธีคิด วิธีตัดสินใจวิธีสร้างความสัมพันธ์ และวิธีแก้ปัญหาเชิงระบบ สิ่งเหล่านี้ยังมีคุณค่าแม้เทคโนโลยีหรือตลาดจะเปลี่ยนไปกุญแจสำคัญคือ internal trainer ต้องมีระบบ review และ updateเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ
Q4 : ถ้าพนักงานไม่อยากแชร์ความรู้เพราะกลัวสูญเสียคุณค่าจะทำอย่างไร ?
นี่คือปัญหา culture ที่ต้องแก้ในระดับผู้บริหาร วิธีที่ได้ผลที่สุดคือการเชื่อมการแชร์ความรู้กับการได้รับการยอมรับและการเติบโตในสายอาชีพอย่างชัดเจนและให้ผู้บริหารระดับสูง model พฤติกรรมนี้ก่อนด้วยการแชร์ความรู้ของตัวเองอย่างเปิดเผยเพราะวัฒนธรรมมักเริ่มจากการที่คนบนสุดทำให้ดูก่อน
Q5 : จะประเมินมูลค่าของ Knowledge Asset ได้อย่างไร?
ไม่มีสูตรคำนวณที่แน่นอน แต่วิธีที่ practical คือประเมินจากต้นทุนทดแทนเช่น ถ้าความรู้นี้หายไป ต้องใช้เวลาและเงินเท่าไหร่ในการสร้างขึ้นมาใหม่ หรือประเมินจากrevenue impact คือความรู้นี้ช่วยสร้างรายได้หรือรักษาลูกค้าไว้ได้คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ตัวเลขเหล่านี้มักทำให้ผู้บริหารตระหนักถึงความสำคัญของการบริหาร knowledgeasset อย่างจริงจัง
Q6 : Internal Trainer กับ Knowledge Management System ควรทำงานร่วมกันอย่างไร?
ให้มองว่า Knowledge Management System คือ คลังความรู้ และinternal trainer คือ ผู้นำความรู้จากคลังไปสู่คน KMS เก็บ explicitknowledge ได้ดี แต่ไม่สามารถถ่ายทอด tacit knowledge ได้ internaltrainer ถ่ายทอด tacit knowledge ได้ แต่ต้องการ KMS เป็น backboneในการจัดเก็บและอ้างอิง เมื่อทั้งสองทำงานร่วมกัน knowledgeasset ขององค์กรจะทั้งถูกเก็บไว้และถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
🤝 หากองค์กรของคุณกำลังมองหา หลักสูตรอบรมภายในองค์กร ที่ไม่ใช่แค่สอน แต่ “เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานได้จริง ”Pitching for Life เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ (Pitching) และ การทำงานเป็นทีม ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง (Workshop-based) ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กรสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรและขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่
👉 https://www.pitchingforlife.co.th/