June 1, 2026
Training ที่ไม่สร้างผลลัพธ์ กำลังเผาเงินองค์กรคุณอยู่ (และแก้ได้ด้วย Train the Trainer)
ทุกปี องค์กรทั่วโลกใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการ training พนักงาน ส่งคนไปอบรม จ้าง external trainer จองสถานที่ ซื้อ e-learning platform และอีกสารพัดรูปแบบ
แต่ถ้าถามตรงๆ ว่า performance ของทีมเปลี่ยนไปจริงไหมหลังจาก training จบ
คำตอบที่ได้จากองค์กรส่วนใหญ่คือ ไม่แน่ใจ หรือ น้อยกว่าที่คาดไว้
นั่นไม่ใช่ความรู้สึก มันคือตัวเลข รายงานจาก Association for Talent Development พบว่าองค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถวัด ROI ของ training ได้อย่างชัดเจน และในจำนวนที่วัดได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมักต่ำกว่าที่ลงทุนไปมาก
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ training ไม่ดี แต่อยู่ที่ องค์กรส่วนใหญ่จ่ายเงินซื้อ input แต่ไม่ได้สร้างระบบที่แปลง input นั้นให้กลายเป็น output
ทำไม Training ถึงกลายเป็นการเผาเงินโดยไม่รู้ตัว
เรียนแล้วลืม ก่อนที่จะได้ใช้
Hermann Ebbinghaus นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความจำพบว่ามนุษย์ลืมความรู้ใหม่ไปมากกว่า 50% ภายใน 24 ชั่วโมงแรก และลืมไปเกือบ 80% ภายในสัปดาห์แรกถ้าไม่ได้ทบทวนหรือนำไปใช้
หมายความว่าทุกบาทที่จ่ายไปกับ training วันนี้ มูลค่ากำลังลดลงทุกชั่วโมงที่ผ่านไปโดยไม่มีระบบรองรับ
Impact กระจุกอยู่ที่คนไม่กี่คน
ในองค์กรที่มีพนักงาน 100 คน การส่งคน 5 คนไปอบรมหมายความว่า 95% ของทีมไม่ได้รับความรู้นั้น แต่งบประมาณที่จ่ายไปคือ 100% ถ้าไม่มีระบบถ่ายทอด ความรู้นั้นมี impact จริงต่อองค์กรแค่ 5%
แต่ถ้ามีระบบ internal trainer ที่ดี คน 5 คนนั้นสามารถกระจายความรู้ออกไปยังทั้ง 100 คน ตัวเลข ROI จาก training เดิมก็เปลี่ยนไปทันที
ไม่มีใครรับผิดชอบว่าความรู้จะถูกนำไปใช้จริง
ใน training ส่วนใหญ่ trainer รับผิดชอบแค่ว่า session นั้นดีไหม ผู้เรียนรับผิดชอบแค่ว่าตัวเองตั้งใจฟังไหม แต่ไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจนว่า ความรู้นั้นจะถูกนำไปเปลี่ยนพฤติกรรมจริงหรือเปล่า
ช่องว่างของความรับผิดชอบนั้นคือจุดที่ ROI ของ training หายไป
วัดผลแค่ความพึงพอใจ ไม่ใช่ performance
Smile sheet ที่แจกหลัง training จบบอกได้แค่ว่าคนชอบ session นั้นไหม ไม่ได้บอกว่างานจะดีขึ้น ยอดขายจะเพิ่ม หรือ error จะลดลง เมื่อวัดผลผิดจุด การตัดสินใจเรื่อง training ก็พลาดไปตั้งแต่ต้น
คำนวณให้ชัด: เงินที่หายไปจาก Training ที่ไม่มีระบบ
ลองทำตัวเลขง่ายๆ สมมติองค์กรใช้งบ training 1,000,000 บาทต่อปี โดยไม่มีระบบ internal trainer ที่ถ่ายทอดต่อ
ถ้าความรู้จาก training กระจายถึงคนจริงแค่ 10% ของทีม และคนเหล่านั้นนำไปใช้ได้จริงแค่ 30% ของสิ่งที่เรียนมา เพราะไม่มี reinforcement ระบบ และ follow up impact จริงของเงิน 1,000,000 บาทนั้นคือแค่ 30,000 บาท
ที่เหลืออีก 970,000 บาทคือเงินที่จ่ายไปแล้วไม่ได้ performance กลับมา
ตัวเลขนี้อาจดูเกินจริง แต่ถ้าลองถามตัวเองตรงๆ ว่า training ที่ผ่านมาสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงในทีมได้กี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบมักทำให้ตกใจไม่น้อย
Train the Trainer เปลี่ยน Training จาก Cost เป็น Asset ได้อย่างไร
เปลี่ยน Knowledge Consumer ให้กลายเป็น Knowledge Multiplier
เมื่อคนที่ไปเรียนมาถูกพัฒนาให้เป็น internal trainer ที่มีทักษะการสอนจริงๆ พวกเขาไม่ใช่แค่ "คนที่ได้รับความรู้" แต่กลายเป็น "คนที่คูณความรู้ออกไป" training เดียวที่จ่ายไปครั้งเดียวสามารถ reach ได้ถึงคนทั้งทีม ทั้งรุ่นนี้และรุ่นต่อๆ ไป
สร้าง Accountability ที่ขาดหายไป
ระบบ internal trainer สร้างชั้นของความรับผิดชอบที่ training ทั่วไปไม่มี internal trainer คือคนที่รับผิดชอบว่าทีมจะนำความรู้ไปใช้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ว่า session ผ่านไปด้วยดีไหม ความรับผิดชอบนั้นทำให้กระบวนการทั้งหมดไม่จบแค่ในห้อง training
ทำให้ Training Investment สะสมมูลค่าแทนที่จะเสื่อมค่า
ทุกครั้งที่ internal trainer สอน พวกเขาเก่งขึ้น หลักสูตรถูก refine ให้ดีขึ้น และความรู้นั้นถูก embed เข้าไปในวัฒนธรรมองค์กรลึกขึ้น ต่างจาก training ทั่วไปที่ value ลดลงทุกวัน หลังจาก session จบ ระบบ internal trainer สร้าง compound effect ที่ทำให้ ROI ของ training เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
ลดต้นทุน Training ภายนอกในระยะยาว
เมื่อองค์กรมี internal trainer ที่แข็งแกร่ง ความจำเป็นในการพึ่งพา external trainer ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ งบ training ที่เคยออกไปข้างนอกเริ่มถูกนำมา reinvest ภายในองค์กร ทำให้ทั้งประหยัดต้นทุนและสร้างความเชี่ยวชาญที่เหมาะกับบริบทของธุรกิจมากกว่า
วิธีเริ่มเปลี่ยน Training จาก Cost Center เป็น Performance Driver
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดพร้อมกัน แต่ต้องเริ่มต้นถูกจุด
-
ขั้นแรก — Audit training ที่ผ่านมา:
ย้อนหลังว่า training ที่ลงทุนไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาสร้าง behavior change จริงแค่ไหน มีตัวเลข performance ที่เปลี่ยนไปได้วัดไหม ถ้าตอบไม่ได้ นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าระบบมีปัญหา
-
ขั้นที่สอง — ระบุ knowledge ที่สำคัญที่สุดและยังกระจุกตัวอยู่:
เลือก 2-3 ทักษะที่มีผลต่อ performance มากที่สุดและยังอยู่ในหัวของคนไม่กี่คน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่จะให้ ROI สูงที่สุดเมื่อสร้างระบบ internal trainer
-
ขั้นที่สาม — พัฒนา internal trainer อย่างมีระบบ:
ไม่ใช่แค่บอกให้คนเก่งไปสอน แต่คือการให้ทักษะ instructional design การสร้าง engagement และการสร้าง behavior change ที่จะทำให้ทุก session ที่จัดมี impact จริง
-
ขั้นที่สี่ — เปลี่ยนตัววัดผล:
จาก satisfaction score เป็น behavior metrics ที่วัดว่าพฤติกรรมเปลี่ยนจริงไหมใน 30-60 วันหลัง training เพราะสิ่งที่วัดคือสิ่งที่จะถูกให้ความสำคัญ
สรุป: Training ไม่ใช่ Cost ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คือ Investment ที่ต้องมีระบบรองรับ
ทุกองค์กรต้องลงทุนในการพัฒนาคน คำถามไม่ใช่ว่าจะ training หรือไม่ training แต่คือจะทำให้ทุกบาทที่ลงทุนไปสร้าง impact จริงได้อย่างไร
คำตอบนั้นไม่ใช่การหาหลักสูตรที่ดีกว่า ไม่ใช่การหา external trainer ที่เก่งกว่า แต่คือการสร้าง ระบบ internal trainer ที่ทำให้ความรู้ไม่หยุดอยู่ที่คนที่ไปเรียน แต่กระจายออกไปทั่วทั้งองค์กรและสะสมมูลค่าขึ้นทุกวัน
นั่นคือความแตกต่างระหว่าง training ที่เผาเงิน กับ training ที่สร้างองค์กร
หากคุณต้องการเปลี่ยน training budget ขององค์กรให้สร้าง impact จริงในระดับทีมและองค์กร คลาส Train the Trainer for In-house Corporate Training ของเราออกแบบมาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการสอน การถ่ายทอดความรู้ และการสร้างระบบ internal trainer ที่ทำให้ทุกบาทของงบ training มี multiplier effect ออกไปทั่วทั้งองค์กร ภายใน program 1-2 วัน เปลี่ยน training จาก cost center ให้กลายเป็น performance driver ที่วัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์ที่เราพัฒนามาแล้วกับองค์กร PTTLNG , AOT , Singha Corporation, กรุงศรีหลักทรัพย์, ธนาคารกสิกรไทย, SCB, ไปรษณีย์ไทย, อลิอันซ์ อยุธยา, Tell Score, Pinehurst Golf Club และอีกหลากหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย HR, L&D หรือผู้บริหารที่ต้องการให้ทุกการลงทุนด้านการพัฒนาคนสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ คลาสนี้จะพาคุณสร้างระบบที่เปลี่ยน training ให้กลายเป็น asset ขององค์กรอย่างยั่งยืน
ดูรายละเอียดคลาสได้ที่นี่
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่ม ROI ของ Training ด้วยระบบ Internal Trainer
Q1 : จะรู้ได้อย่างไรว่า training ที่ผ่านมาของเรามี ROI ที่แท้จริงแค่ไหน?
เริ่มจากการถามคำถามง่ายๆ 3 ข้อ คือ พนักงานที่ผ่าน training มาทำสิ่งที่เรียนไปได้จริงในงานประจำวันไหม ทีมที่กว้างกว่าได้รับความรู้นั้นต่อไหม และมี metric ใด performance ที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นหลัง training ถ้าตอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว ROI ที่แท้จริงน่าจะต่ำกว่าที่คิดมาก
Q2 : ควรลด budget training ภายนอกลงเท่าไหร่ แล้วเอามาลงทุนกับ Internal Trainer แทน?
ไม่มีสูตรตายตัว แต่จุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผลคือเอา 20-30% ของงบ training ภายนอกมาลงทุนในการพัฒนา internal trainer ก่อน แล้วค่อยปรับสัดส่วนตามผลลัพธ์ที่เห็น เป้าหมายไม่ใช่การตัด external training ออกทั้งหมด แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุก training ไม่ว่าภายในหรือภายนอกมี impact มากขึ้น
Q3: Internal Trainer จะรับมือกับเนื้อหาที่เปลี่ยนเร็วมากในยุค AI ได้ไหม?
ได้ และในบางกรณีได้ดีกว่า external trainer ด้วยซ้ำ เพราะ internal trainer เข้าใจบริบทขององค์กรและรู้ว่าเนื้อหาใหม่ที่เข้ามาจะ apply กับงานจริงอย่างไร กุญแจสำคัญคือ internal trainer ต้องเป็นคนที่เรียนรู้ตลอดเวลาและมีระบบ update ความรู้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และใช้วิธีการอบรมแบบ Hybrid คือใช้ knowhow ของ external trainer และมา implement ต่อด้วยระบบ internal trainer จะทำให้ความรู้ยั่งยืนมากขึ้น
Q4 : ถ้าผู้บริหารมองว่า Training เป็นแค่ cost ที่จำเป็นต้องมี จะโน้มน้าวให้ลงทุนใน Internal Trainer ได้อย่างไร?
แปลงการสนทนาจากเรื่อง training มาเป็นเรื่องธุรกิจ เช่น "ถ้าเราลด onboarding time จาก 3 เดือนเหลือ 6 สัปดาห์ ประหยัดเงินได้เท่าไหร่ต่อปี?" หรือ "ถ้าทีมขายปิดดีลได้เพิ่มขึ้น 10% จาก training ที่ถ่ายทอดได้จริง ตัวเลขนั้นคิดเป็นเท่าไหร่?" การพูดภาษาของ ROI และ performance มักได้รับความสนใจจากผู้บริหารมากกว่าการพูดเรื่องการพัฒนาคน
Q5 : Internal Trainer ควรสอนได้กี่เรื่องถึงจะ effective?
น้อยและลึกดีกว่ามากและตื้น internal trainer ที่เก่งในเรื่องเดียวและสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ สร้าง impact ได้มากกว่า internal trainer ที่สอนได้หลายเรื่องแต่ไม่ลึกพอในเรื่องใดเลย เริ่มจากการให้แต่ละ internal trainer รับผิดชอบ 1-2 ทักษะหลักก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อระบบแข็งแกร่งขึ้น
Q6 : ถ้าองค์กรมี LMS หรือระบบ e-learning อยู่แล้ว จำเป็นต้องมี Internal Trainer เพิ่มเติมไหม?
จำเป็นมาก เพราะ LMS และ e-learning เก่งในการถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎีและ process ที่ชัดเจน แต่ไม่สามารถถ่ายทอด judgment วิธีคิด และความรู้ที่ต้องการ context ขององค์กรได้ Internal trainer คือส่วนที่เชื่อมระหว่าง knowledge ที่อยู่ใน LMS กับ application ในงานจริง ทั้งสองระบบต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แทนกัน
🤝 หากองค์กรของคุณกำลังมองหา หลักสูตรอบรมภายในองค์กร ที่ไม่ใช่แค่สอน แต่ “เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานได้จริง ”Pitching for Life เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ (Pitching) และ การทำงานเป็นทีม ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง (Workshop-based) ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กรสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรและขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่
👉 https://www.pitchingforlife.co.th/